ROOM...~no.1~
posted on 03 Sep 2011 22:06 by amagunnROOM...
สายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านในเวลานี้หอบเอาความเย็นมาสู่ทุกชีวิตที่ก้าวย่างอยู่บนทางเดินเลียบถนนสายเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แรงลมเพียงวูบนั้นพัดพาให้ใบไม้ที่เปลี่ยนสีปลิดปลิวหลุดร่วงจากกิ่ง ด้วยถึงเวลาแล้วที่ลำต้นของมันจะต้องเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหล ท่วงท่าของธรรมชาติเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงฤดูกาลที่กำลังจะผ่านเข้า มาได้เป็นอย่างดี
ร่าง ๆ หนึ่งซึ่งกำลังหอบหิ้วสัมภาระอันเกิดจากการต้องเดินทางไกลก็รับรู้ได้ถึงอิทธิพลจากฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นที่กำลังจะมาเยือนเช่นกัน ถึงแม้จะเพียงเสี้ยววินาที แต่สายลมนั้นก็เป็นสัญญาณบ่งบอกให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับความหนาวเหน็บ ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
ร่างนั้นวางกระเป๋าถือใบโตลงกับพื้นข้างกาย ขยับกระเป๋าสะพายที่อยู่บนหลังให้เข้าที่ พร้อม ๆ กับกระชับเสื้อคลุมเนื้อบางที่ใส่อยู่ให้มิดชิดมากขึ้น ก่อนรวบรวมสัมภาระที่มีอยู่ให้ครบแล้วออกเดินต่อไป
แต่ในเวลานี้ ถึงแม้หิมะจะโปรยปรายลงมาก็คงจะไม่ทำให้ร่างนั้นหนาวเหน็บได้นานเท่าไรนัก ด้วยความตื่นเต้นที่มีต่ออนาคตที่กำลังจะมาถึงนั้นช่วยส่งผ่านแรงไปสู่หัวใจให้เต้นเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ใบหน้าที่ขาวเนียนอยู่เป็นนิจนั้นซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่กี่อึดใจต่อมา ขาเรียวคู่นั้นก็ก้าวพาเจ้าของมาหยุดอยู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ขนาดของมันไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก อีกทั้งไม่หรูหราเหมือนที่พวกเศรษฐีมีเงินนิยมชมชอบกัน แต่ก็มีบรรยากาศของความอบอุ่นโอบล้อมอยู่อย่างรู้สึกได้ ด้วยแสงไฟสีเหลืองนวลที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นเพื่อทดแทนกับแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะจากไปในไม่ช้า บวกกับภาพใบไม้สีสดที่ไหวเล่นลมเบา ๆ อย่างอ่อนโยน เพียงเท่านี้ก็ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางถูกทิ้งไว้เบื้องหลังได้ อย่างง่ายดาย
ร่างบางที่ตอนนี้ดูเทอะทะด้วยขนาดของกระเป๋ารีบก้าวไปยังหน้าประตูกระจกซึ่งติดป้ายไว้ว่า “ยินดีต้อนรับ”
ด้วยความที่อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง เจ้าของจึงเปิดให้นักศึกษาได้เช่าอาศัยอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศจึงมีความเป็นกันเองคล้ายกับหอพักในสถานศึกษาทั่วไป ซึ่งนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สร้างความพอใจให้กับร่างบางผู้ที่กำลังจะเข้า มาเป็นส่วนหนึ่งของหอพักแห่งนี้อย่างมาก
เสียงเคาะเบา ๆ ตามด้วยเสียงกระดิ่งซึ่งแขวนไว้กับประตูบานเลื่อนดังขึ้น เป็นสัญญาณให้ผู้ที่กำลังง่วนกับการรับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ เงยหน้าขึ้นและส่งรอยยิ้มต้อนรับผู้ที่เข้ามาใหม่ทันที
เมื่อดึงบานประตูให้ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว ร่างบางก็หันมาเจอกับใบหน้ายิ้มแย้มที่รออยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบก่อนจะโค้งทักทายตามมารยาท
“สวัสดีครับ ผมมัตสึโมโต้ จุน ที่มาติดต่อเรื่องเช่าห้องไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฮะ” เขากล่าวก่อนส่งยิ้มให้อีกครั้ง
“อ๋อ... มัตสึโมโต้คุงนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมไอบะ มาซากิ เป็นเจ้าของที่นี่ เชิญนั่งก่อนครับ” ชายหนุ่มผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายลงนั่งบนโซฟาของชุดรับแขกเล็ก ๆ ในห้อง
จุนวางกระเป๋าสัมภาระต่าง ๆ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาสีแดงเลือดหมูนุ่มนิ่มตัวหนึ่ง ไม่นาน ไอบะ มาซากิ ก็ตามมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับยื่นถ้วยน้ำชาที่ส่งไอกรุ่น ๆ ให้เขา จุนพยักหน้าขอบคุณและรับถ้วยชามาไว้ในมือ ความอบอุ่นของมันช่วยคลายความตื่นเต้นให้กับเขาได้บ้างเหมือนกัน
“ต้องขอโทษด้วยที่คราวที่แล้วไม่ได้อยู่ต้อนรับ พอดีผมติดธุระอยู่ที่ต่างจังหวัด แต่คุณฟุมิยะบอกผมเรียบร้อยแล้ว” ไอบะกล่าวพร้อมหยิบเอกสารชุดหนึ่งที่ถือติดตัวมาด้วยส่งให้กับคนตรงข้าม
“นี่ครับเอกสาร ถ้าอ่านตรวจทานเรียบร้อยแล้ว รบกวนมัตสึโมโต้คุงเซ็นชื่อตรงช่องสำหรับผู้เช่าด้วยนะครับ”
จุนหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาอ่าน เขาได้เห็นรายละเอียดเหล่านี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนมาติดต่อกับคุณฟุมิยะ ซึ่งก็คือผู้เป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อยที่นี่ แต่ด้วยความที่ทำงานมานานจนเป็นที่ไว้วางใจ จึงไม่แปลกที่หลายครั้งเธอจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและทำเรื่องติดต่อกับผู้เช่า แทนเจ้านายผู้มีภาระยุ่งอยู่เสมอ
เมื่อทบทวนรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าพักที่นี่เรียบร้อยแล้วเขาจึงเซ็นชื่อตัวเอง แล้วส่งเอกสารคืนให้คนตรงหน้า
ไอบะยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเดินไปที่หลังเคาน์เตอร์ เขาหยิบกุญแจดอกหนึ่งมาไว้ในมือแล้วกลับมาที่เดิมพร้อมกับกล่าวอย่างเป็นทาง การอีกครั้ง
“ยินดีต้อนรับสู่หอพักแห่งนี้ครับ” เขาส่งกุญแจให้ จุนยิ้มก่อนจะรับกุญแจดอกนั้นมาไว้ในมือ
“ขอบคุณมากครับ จากนี้ไปขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” จุนโค้งคำนับอย่างเป็นทางการเช่นกัน
เขาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ใกล้กับหอพักแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ทั้งเรื่องความสะดวกในการเดินทาง และเขาเองก็อยากรู้จักรับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้มากขึ้นด้วย
เขาฝันที่จะได้อยู่ตัวคนเดียวแบบนี้มานานแล้ว
ในที่สุด...ชีวิตแบบที่เขารอคอยมานานก็จะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้นี่ละ
หลังจากไอบะพาเขามาถึงห้องพักซึ่งอยู่บนชั้นสองเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงขอตัวกลับไปยังห้องทำงานของตนเอง จุนกล่าวขอบคุณและยืนส่งที่หน้าประตูจนร่างนั้นลับสายตาไปตรงบันไดริมสุดทางเดิน จากนั้นจึงปิดประตูลงและหันกลับมาชื่นชมห้องพักของตนเอง
ขนาดของห้องไม่กว้างนัก แต่ด้วยการตกแต่งที่เรียบง่ายซึ่งประกอบด้วยโต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางของ ตู้เสื้อผ้าขนาดรับกับห้อง และที่ทำครัวที่แยกเป็นสัดส่วนก็ทำให้ห้องนี้ดูสบายตาน่าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“โล่งไปหน่อย แต่ตกแต่งอีกนิดก็เรียบร้อย” จุนยิ้ม พึมพำกับตัวเองหลังจากเดินดูภายในห้องและระเบียงด้านนอกจนทั่ว วันนี้เขาจะพักเอาแรง วันพรุ่งนี้ไม่มีเรียนจะได้ออกไปเดินซื้อของมาเพิ่มเติมในห้องให้เรียบร้อย คิดได้ดังนั้นเขาจึงเริ่มรื้อสิ่งของสัมภาระออกจากกระเป๋าเพื่อหาอุปกรณ์การนอน
ไม่นานร่างบางก็อยู่ในชุดเสื้อยืดแขนยาวตัวหลวมกับกางเกงขายาวสบาย ๆ เขาทิ้งตัวลงบนฟูกที่เตรียมไว้แล้วอย่างสบายใจ หลับตาพริ้มเตรียมรับกับชีวิตในรูปแบบใหม่ที่จะได้พบเจอในวันรุ่งขึ้น ก่อนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“อยู่ตัวคนเดียวนี่ดีจริง ๆ เลยแฮะ...”
* * *
ด้วยความเคยชินว่าเวลาอยู่ที่บ้านแม่มักจะทำหน้าที่ปลุกคนขี้เซาอย่างเขาทุก ๆ เช้า จุนจึงไม่มีนาฬิกาปลุกเป็นของตัวเอง ผลก็คือเมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเกือบครึ่งวันเข้าไปแล้ว กว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว จัดของ และไปแนะนำตัวพร้อมมอบของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับผู้ที่อยู่ห้องข้าง ๆ เสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ แล้ว
หลังจากทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมหอแล้ว จุนจึงตรงกลับไปที่ห้อง คว้าเสื้อคลุมตัวโปรดขึ้นสวมแล้วรีบวิ่งออกจากห้องไป ไหน ๆ วันนี้ก็เป็นวันว่างแล้ว เขาอยากจะรีบตกแต่งห้องให้เรียบร้อยมากที่สุด จะได้ชวนเพื่อน ๆ มาเที่ยวได้
เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น จุนล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อดูเบอร์ที่โทรเข้าแล้วก็ ต้องอมยิ้ม... เพิ่งคิดถึงอยู่เมื่อกี้ ตายยากจริง ๆ แฮะเพื่อนคนนี้
“ว่าไงนิโนะ” จุนกรอกเสียงลงไปอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ต้องมา ‘ว่าไง’ เลย อะไรกัน จะย้ายบ้านไม่เห็นบอกกันเลยนะจุน” เสียงต่อว่าของเพื่อนตัวเล็กดังมาตามสาย จุนยิ้มขำ
“ก็เพิ่งย้ายมาเมื่อวานเอง กำลังว่าจะโทรไปบอกอยู่เหมือนกัน แล้วรู้ได้ยังไงเนี่ย”
“ก็เมื่อวานโทรหาที่มือถือจุนไม่ติด เราเลยโทรไปที่บ้าน แม่จุนเลยบอกว่าจุนย้ายออกมาแล้ว” นิโนะตอบ “แล้วนี่มีอะไรให้เราช่วยมั้ย เผื่อจะได้แวะไปหา”
...นี่แหละเพื่อนคนเก่งของจุน มักจะคอยช่วยเหลือเขาเสมอ ๆ ไม่ว่าเรื่องอะไร
“ขอบคุณมาก แต่คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไว้ชั้นจัดห้องเสร็จแล้วจะชวนนายมาเที่ยวดีมั้ย” จุนถามแบบรู้คำตอบอยู่แล้ว
“แน่นอน ไม่ชวนเราโกรธจริง ๆ ด้วย” ส่งเสียงขี้เล่นมาตามสายเพื่อบ่งบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่ได้จริงจังอะไรนัก
คุยกันได้ซักพักก็วางสาย ระหว่างนั้นจุนเดินมาถึงหน้าประตูกระจกบานเดิม ก็พอดีกับที่ไอบะเปิดประตูเดินออกมาจากห้อง
“อ๊ะ ...ขอโทษครับ” ผู้ที่รีบร้อนเปิดประตูกล่าวขอโทษก่อนจะยิ้มเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร “อ้าว มัตสึโมโต้คุงนี่เอง เป็นยังไงบ้าง หลับสบายดีมั้ยครับ” กล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี
“ดีมากเลยครับ” จุนยิ้มตอบพลางนึกชื่นชมอัธยาศัยของเจ้าของบ้าน ตอนแรกได้ยินว่าเป็นผู้ชาย นึกว่าจะออกแนวโหด ๆ ซะอีก แต่ตรงกันข้ามเลยแฮะ...
“จะไปซื้อของหรือครับ” ไอบะถาม
“ครับ ว่าจะไปหาอะไรมาตกแต่งห้องกับซื้อของมาทำอาหารซักหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นรีบหน่อยดีกว่านะ ที่นี่ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เลยค่อนข้างเงียบ กลับให้เร็วหน่อยจะได้ไม่มืดมากเกินไป” ไอบะแนะนำ ไม่ใช่ว่าจะมีอันตรายมากมายขนาดนั้นหรอก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี ในฐานะเจ้าบ้านที่ดีเขาจึงต้องเตือนเอาไว้ก่อน
“ครับ ขอบคุณมากครับที่แนะนำ ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะฮะ” จุนกล่าวลาแล้วรีบเดินออกไป
* * *
จุนเดินหิ้วของพะรุงพะรังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาซื้อของจุกจิกจำพวกของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ มาพอสมควร เพราะไม่ว่าเห็นอะไรก็ถูกใจไปซะหมด บางชิ้นก็เป็นของที่อยากได้ตั้งแต่ตอนยังอยู่ที่บ้าน แต่เนื้อที่ในห้องเก่าของเขาเต็มไปด้วยของมากมายอยู่แล้ว ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสดีที่จะได้ลงมือตกแต่งห้องอีกหน
ก่อนจะเลี้ยวโค้งเข้าสู่ทางเลียบถนนสายเล็กที่นำไปสู่หอพักของเขา จุนเปิดถุงของเพื่อตรวจดูว่ายังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่
“เอ...พวกอาหารแห้งเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยแวะซื้อตอนกลับจากเรียนก็ได้มั้ง” หลังจากประเมินดูแล้วเขาคิดว่าคงไม่มีมือจะถืออะไรได้อีก และตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว เขาไม่ควรจะละเลยคำแนะนำของเจ้าบ้านตั้งแต่เริ่มมาอยู่ใหม่แบบนี้
แต่ระหว่างที่จุนกำลังก้มหน้าจัดข้าวของในมือให้เรียบร้อย ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งตรงมาทางเขาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะชะลอฝีเท้าลง เมื่อจุนเงยหน้าขึ้นเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าก็พอดีกับที่ร่าง ๆ นั้นกระแทกเขาเข้าเต็มแรง จุนล้มกระแทกพื้น ข้าวของหล่นกระจาย
“โอ๊ย!! อะไรกันเนี่ย จะรีบไปตายที่ไหนห๊ะ” เขาเงยหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะต่อว่าแต่ก็ไม่เห็นใครอยู่แถวนั้นแล้ว
“บ้าจริง ๆ เลย” จุนลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัวแล้วก้มลงเก็บของ ก็พอดีได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบเร่งอีกคู่หนึ่ง
“โอ๊ะ...” ยังไม่ทันที่จุนจะเงยหน้าขึ้นมามอง ร่างที่กำลังเร่งรีบนั้นก็ปะทะกับจุนอย่างจังจนเกือบจะต้องลงไปคลุกฝุ่น อีกรอบ ดีที่วงแขนคู่นั้นรองรับร่างของเขาเอาไว้ได้ทันเสียก่อน
“โทษที พอดีผมกำลังรีบ” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยปากขอโทษก่อนทำท่าจะออกวิ่งต่อ
“อะไรกันนักหนา ทำไมวันนี้คนถึงรีบร้อนกันนักนะ มีประกาศแจกบ้านพร้อมที่ดินฟรีรึยังไงกัน” จุนบ่น กำลังจะก้มเก็บของเป็นครั้งที่สอง แต่ก็มีมือมารั้งแขนเขาเอาไว้
“อะไรอีกล่ะนาย” จุนสะบัดแขนออกแล้วหันมามองเจ้าของมือคู่นั้นอย่างรำคาญ
“เมื่อกี้มีผู้ชายคนนึงวิ่งมาทางนี้ใช่มั้ย” ชายหนุ่มคนนั้นถามปนหอบ
“อ๋อ...มีสิ วิ่งชนชั้นซะคว่ำก่อนที่นายจะวิ่งมากระแทกชั้นอีกรอบเนี่ย” จุนตอบอย่างประชดประชัน แล้วเริ่มต้นเก็บข้าวของที่ยังคงเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
“แล้วเขาวิ่งไปทางไหนแล้ว” ชายหนุ่มถามอย่างร้อนรน
“ไม่รู้...พอจะลุกขึ้นมาต่อว่าก็หายไปแล้ว” ยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บของ “แล้วนี่นาย...อ้าว...” จุนกำลังคิดจะถามว่ามีเรื่องอะไร แต่เงยหน้ามาอีกทีก็ไม่มีใครแล้ว ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
“โห...คนสมัยนี้ หน้าตาก็ดีแต่ไม่มีน้ำใจเอาซะเล้ย ซวยจริง ๆ เลยเรา” จุนพยายามเร่งมือก่อนที่ฟ้าจะมืดมากไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงต้องคลำหาของกันแน่
เมื่อเก็บทุกอย่างครบแล้วจุนจึงพบว่ามีของเกินมาหนึ่งชิ้น...สร้อยข้อมือหนังร้อยด้วยลูกปัดเงินเส้นหนึ่งส่งแสงแวววาวอยู่บนพื้น...จุนหยิบมันขึ้นมาดูอย่างประหลาดใจ
ของใครกันนะ...เขาไม่เคยมีเครื่องประดับแบบนี้นี่นา...
จุนจับมันหมุนไปมาเพื่อหวังจะหาสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเจ้าของ ๆ มันคือใคร ไม่นานเขาก็พบว่าแผ่นป้ายเงินบาง ๆ ที่ห้อยอยู่ด้วยนั้นสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษเอาไว้
‘Sho’
“โช...งั้นเหรอ” จุนขมวดคิ้ว “หรือว่าจะเป็นของใครสักคนที่ชนเราหว่า... ช่างเถอะ เก็บไว้ก่อนละกัน ถ้าโชคดีคงได้กลับไปอยู่กับเจ้าของนะเราน่ะ” จุนพูดกับสร้อยเส้นนั้นแล้วใส่มันเข้าในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบข้าวของแล้วเร่งฝีเท้ากลับห้อง
* * *
to be continue in next ROOM...
สายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านในเวลานี้หอบเอาความเย็นมาสู่ทุกชีวิตที่ก้าวย่างอยู่บนทางเดินเลียบถนนสายเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แรงลมเพียงวูบนั้นพัดพาให้ใบไม้ที่เปลี่ยนสีปลิดปลิวหลุดร่วงจากกิ่ง ด้วยถึงเวลาแล้วที่ลำต้นของมันจะต้องเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหล ท่วงท่าของธรรมชาติเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงฤดูกาลที่กำลังจะผ่านเข้า มาได้เป็นอย่างดี
ร่าง ๆ หนึ่งซึ่งกำลังหอบหิ้วสัมภาระอันเกิดจากการต้องเดินทางไกลก็รับรู้ได้ถึงอิทธิพลจากฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นที่กำลังจะมาเยือนเช่นกัน ถึงแม้จะเพียงเสี้ยววินาที แต่สายลมนั้นก็เป็นสัญญาณบ่งบอกให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือกับความหนาวเหน็บ ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า
ร่างนั้นวางกระเป๋าถือใบโตลงกับพื้นข้างกาย ขยับกระเป๋าสะพายที่อยู่บนหลังให้เข้าที่ พร้อม ๆ กับกระชับเสื้อคลุมเนื้อบางที่ใส่อยู่ให้มิดชิดมากขึ้น ก่อนรวบรวมสัมภาระที่มีอยู่ให้ครบแล้วออกเดินต่อไป
แต่ในเวลานี้ ถึงแม้หิมะจะโปรยปรายลงมาก็คงจะไม่ทำให้ร่างนั้นหนาวเหน็บได้นานเท่าไรนัก ด้วยความตื่นเต้นที่มีต่ออนาคตที่กำลังจะมาถึงนั้นช่วยส่งผ่านแรงไปสู่หัวใจให้เต้นเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ใบหน้าที่ขาวเนียนอยู่เป็นนิจนั้นซับสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย
ไม่กี่อึดใจต่อมา ขาเรียวคู่นั้นก็ก้าวพาเจ้าของมาหยุดอยู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ขนาดของมันไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก อีกทั้งไม่หรูหราเหมือนที่พวกเศรษฐีมีเงินนิยมชมชอบกัน แต่ก็มีบรรยากาศของความอบอุ่นโอบล้อมอยู่อย่างรู้สึกได้ ด้วยแสงไฟสีเหลืองนวลที่ค่อย ๆ สว่างขึ้นเพื่อทดแทนกับแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะจากไปในไม่ช้า บวกกับภาพใบไม้สีสดที่ไหวเล่นลมเบา ๆ อย่างอ่อนโยน เพียงเท่านี้ก็ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางถูกทิ้งไว้เบื้องหลังได้ อย่างง่ายดาย
ร่างบางที่ตอนนี้ดูเทอะทะด้วยขนาดของกระเป๋ารีบก้าวไปยังหน้าประตูกระจกซึ่งติดป้ายไว้ว่า “ยินดีต้อนรับ”
ด้วยความที่อพาร์ทเม้นท์แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง เจ้าของจึงเปิดให้นักศึกษาได้เช่าอาศัยอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศจึงมีความเป็นกันเองคล้ายกับหอพักในสถานศึกษาทั่วไป ซึ่งนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สร้างความพอใจให้กับร่างบางผู้ที่กำลังจะเข้า มาเป็นส่วนหนึ่งของหอพักแห่งนี้อย่างมาก
เสียงเคาะเบา ๆ ตามด้วยเสียงกระดิ่งซึ่งแขวนไว้กับประตูบานเลื่อนดังขึ้น เป็นสัญญาณให้ผู้ที่กำลังง่วนกับการรับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์อยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ เงยหน้าขึ้นและส่งรอยยิ้มต้อนรับผู้ที่เข้ามาใหม่ทันที
เมื่อดึงบานประตูให้ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว ร่างบางก็หันมาเจอกับใบหน้ายิ้มแย้มที่รออยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบก่อนจะโค้งทักทายตามมารยาท
“สวัสดีครับ ผมมัตสึโมโต้ จุน ที่มาติดต่อเรื่องเช่าห้องไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฮะ” เขากล่าวก่อนส่งยิ้มให้อีกครั้ง
“อ๋อ... มัตสึโมโต้คุงนี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมไอบะ มาซากิ เป็นเจ้าของที่นี่ เชิญนั่งก่อนครับ” ชายหนุ่มผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายลงนั่งบนโซฟาของชุดรับแขกเล็ก ๆ ในห้อง
จุนวางกระเป๋าสัมภาระต่าง ๆ ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาสีแดงเลือดหมูนุ่มนิ่มตัวหนึ่ง ไม่นาน ไอบะ มาซากิ ก็ตามมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับยื่นถ้วยน้ำชาที่ส่งไอกรุ่น ๆ ให้เขา จุนพยักหน้าขอบคุณและรับถ้วยชามาไว้ในมือ ความอบอุ่นของมันช่วยคลายความตื่นเต้นให้กับเขาได้บ้างเหมือนกัน
“ต้องขอโทษด้วยที่คราวที่แล้วไม่ได้อยู่ต้อนรับ พอดีผมติดธุระอยู่ที่ต่างจังหวัด แต่คุณฟุมิยะบอกผมเรียบร้อยแล้ว” ไอบะกล่าวพร้อมหยิบเอกสารชุดหนึ่งที่ถือติดตัวมาด้วยส่งให้กับคนตรงข้าม
“นี่ครับเอกสาร ถ้าอ่านตรวจทานเรียบร้อยแล้ว รบกวนมัตสึโมโต้คุงเซ็นชื่อตรงช่องสำหรับผู้เช่าด้วยนะครับ”
จุนหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาอ่าน เขาได้เห็นรายละเอียดเหล่านี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนมาติดต่อกับคุณฟุมิยะ ซึ่งก็คือผู้เป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อยที่นี่ แต่ด้วยความที่ทำงานมานานจนเป็นที่ไว้วางใจ จึงไม่แปลกที่หลายครั้งเธอจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและทำเรื่องติดต่อกับผู้เช่า แทนเจ้านายผู้มีภาระยุ่งอยู่เสมอ
เมื่อทบทวนรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าพักที่นี่เรียบร้อยแล้วเขาจึงเซ็นชื่อตัวเอง แล้วส่งเอกสารคืนให้คนตรงหน้า
ไอบะยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะเดินไปที่หลังเคาน์เตอร์ เขาหยิบกุญแจดอกหนึ่งมาไว้ในมือแล้วกลับมาที่เดิมพร้อมกับกล่าวอย่างเป็นทาง การอีกครั้ง
“ยินดีต้อนรับสู่หอพักแห่งนี้ครับ” เขาส่งกุญแจให้ จุนยิ้มก่อนจะรับกุญแจดอกนั้นมาไว้ในมือ
“ขอบคุณมากครับ จากนี้ไปขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” จุนโค้งคำนับอย่างเป็นทางการเช่นกัน
เขาใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ใกล้กับหอพักแห่งนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งตัดสินใจย้ายออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ทั้งเรื่องความสะดวกในการเดินทาง และเขาเองก็อยากรู้จักรับผิดชอบชีวิตของตัวเองให้มากขึ้นด้วย
เขาฝันที่จะได้อยู่ตัวคนเดียวแบบนี้มานานแล้ว
ในที่สุด...ชีวิตแบบที่เขารอคอยมานานก็จะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้นี่ละ
หลังจากไอบะพาเขามาถึงห้องพักซึ่งอยู่บนชั้นสองเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงขอตัวกลับไปยังห้องทำงานของตนเอง จุนกล่าวขอบคุณและยืนส่งที่หน้าประตูจนร่างนั้นลับสายตาไปตรงบันไดริมสุดทางเดิน จากนั้นจึงปิดประตูลงและหันกลับมาชื่นชมห้องพักของตนเอง
ขนาดของห้องไม่กว้างนัก แต่ด้วยการตกแต่งที่เรียบง่ายซึ่งประกอบด้วยโต๊ะเขียนหนังสือ ชั้นวางของ ตู้เสื้อผ้าขนาดรับกับห้อง และที่ทำครัวที่แยกเป็นสัดส่วนก็ทำให้ห้องนี้ดูสบายตาน่าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“โล่งไปหน่อย แต่ตกแต่งอีกนิดก็เรียบร้อย” จุนยิ้ม พึมพำกับตัวเองหลังจากเดินดูภายในห้องและระเบียงด้านนอกจนทั่ว วันนี้เขาจะพักเอาแรง วันพรุ่งนี้ไม่มีเรียนจะได้ออกไปเดินซื้อของมาเพิ่มเติมในห้องให้เรียบร้อย คิดได้ดังนั้นเขาจึงเริ่มรื้อสิ่งของสัมภาระออกจากกระเป๋าเพื่อหาอุปกรณ์การนอน
ไม่นานร่างบางก็อยู่ในชุดเสื้อยืดแขนยาวตัวหลวมกับกางเกงขายาวสบาย ๆ เขาทิ้งตัวลงบนฟูกที่เตรียมไว้แล้วอย่างสบายใจ หลับตาพริ้มเตรียมรับกับชีวิตในรูปแบบใหม่ที่จะได้พบเจอในวันรุ่งขึ้น ก่อนพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“อยู่ตัวคนเดียวนี่ดีจริง ๆ เลยแฮะ...”
* * *
ด้วยความเคยชินว่าเวลาอยู่ที่บ้านแม่มักจะทำหน้าที่ปลุกคนขี้เซาอย่างเขาทุก ๆ เช้า จุนจึงไม่มีนาฬิกาปลุกเป็นของตัวเอง ผลก็คือเมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเกือบครึ่งวันเข้าไปแล้ว กว่าจะอาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว จัดของ และไปแนะนำตัวพร้อมมอบของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับผู้ที่อยู่ห้องข้าง ๆ เสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ๆ แล้ว
หลังจากทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมหอแล้ว จุนจึงตรงกลับไปที่ห้อง คว้าเสื้อคลุมตัวโปรดขึ้นสวมแล้วรีบวิ่งออกจากห้องไป ไหน ๆ วันนี้ก็เป็นวันว่างแล้ว เขาอยากจะรีบตกแต่งห้องให้เรียบร้อยมากที่สุด จะได้ชวนเพื่อน ๆ มาเที่ยวได้
เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น จุนล้วงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อดูเบอร์ที่โทรเข้าแล้วก็ ต้องอมยิ้ม... เพิ่งคิดถึงอยู่เมื่อกี้ ตายยากจริง ๆ แฮะเพื่อนคนนี้
“ว่าไงนิโนะ” จุนกรอกเสียงลงไปอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ต้องมา ‘ว่าไง’ เลย อะไรกัน จะย้ายบ้านไม่เห็นบอกกันเลยนะจุน” เสียงต่อว่าของเพื่อนตัวเล็กดังมาตามสาย จุนยิ้มขำ
“ก็เพิ่งย้ายมาเมื่อวานเอง กำลังว่าจะโทรไปบอกอยู่เหมือนกัน แล้วรู้ได้ยังไงเนี่ย”
“ก็เมื่อวานโทรหาที่มือถือจุนไม่ติด เราเลยโทรไปที่บ้าน แม่จุนเลยบอกว่าจุนย้ายออกมาแล้ว” นิโนะตอบ “แล้วนี่มีอะไรให้เราช่วยมั้ย เผื่อจะได้แวะไปหา”
...นี่แหละเพื่อนคนเก่งของจุน มักจะคอยช่วยเหลือเขาเสมอ ๆ ไม่ว่าเรื่องอะไร
“ขอบคุณมาก แต่คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ ไว้ชั้นจัดห้องเสร็จแล้วจะชวนนายมาเที่ยวดีมั้ย” จุนถามแบบรู้คำตอบอยู่แล้ว
“แน่นอน ไม่ชวนเราโกรธจริง ๆ ด้วย” ส่งเสียงขี้เล่นมาตามสายเพื่อบ่งบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่ได้จริงจังอะไรนัก
คุยกันได้ซักพักก็วางสาย ระหว่างนั้นจุนเดินมาถึงหน้าประตูกระจกบานเดิม ก็พอดีกับที่ไอบะเปิดประตูเดินออกมาจากห้อง
“อ๊ะ ...ขอโทษครับ” ผู้ที่รีบร้อนเปิดประตูกล่าวขอโทษก่อนจะยิ้มเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร “อ้าว มัตสึโมโต้คุงนี่เอง เป็นยังไงบ้าง หลับสบายดีมั้ยครับ” กล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี
“ดีมากเลยครับ” จุนยิ้มตอบพลางนึกชื่นชมอัธยาศัยของเจ้าของบ้าน ตอนแรกได้ยินว่าเป็นผู้ชาย นึกว่าจะออกแนวโหด ๆ ซะอีก แต่ตรงกันข้ามเลยแฮะ...
“จะไปซื้อของหรือครับ” ไอบะถาม
“ครับ ว่าจะไปหาอะไรมาตกแต่งห้องกับซื้อของมาทำอาหารซักหน่อย”
“ถ้าอย่างนั้นรีบหน่อยดีกว่านะ ที่นี่ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เลยค่อนข้างเงียบ กลับให้เร็วหน่อยจะได้ไม่มืดมากเกินไป” ไอบะแนะนำ ไม่ใช่ว่าจะมีอันตรายมากมายขนาดนั้นหรอก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี ในฐานะเจ้าบ้านที่ดีเขาจึงต้องเตือนเอาไว้ก่อน
“ครับ ขอบคุณมากครับที่แนะนำ ถ้าอย่างนั้นผมไปก่อนนะฮะ” จุนกล่าวลาแล้วรีบเดินออกไป
* * *
จุนเดินหิ้วของพะรุงพะรังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาซื้อของจุกจิกจำพวกของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ มาพอสมควร เพราะไม่ว่าเห็นอะไรก็ถูกใจไปซะหมด บางชิ้นก็เป็นของที่อยากได้ตั้งแต่ตอนยังอยู่ที่บ้าน แต่เนื้อที่ในห้องเก่าของเขาเต็มไปด้วยของมากมายอยู่แล้ว ครั้งนี้เลยเป็นโอกาสดีที่จะได้ลงมือตกแต่งห้องอีกหน
ก่อนจะเลี้ยวโค้งเข้าสู่ทางเลียบถนนสายเล็กที่นำไปสู่หอพักของเขา จุนเปิดถุงของเพื่อตรวจดูว่ายังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่
“เอ...พวกอาหารแห้งเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยแวะซื้อตอนกลับจากเรียนก็ได้มั้ง” หลังจากประเมินดูแล้วเขาคิดว่าคงไม่มีมือจะถืออะไรได้อีก และตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว เขาไม่ควรจะละเลยคำแนะนำของเจ้าบ้านตั้งแต่เริ่มมาอยู่ใหม่แบบนี้
แต่ระหว่างที่จุนกำลังก้มหน้าจัดข้าวของในมือให้เรียบร้อย ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งตรงมาทางเขาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะชะลอฝีเท้าลง เมื่อจุนเงยหน้าขึ้นเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าก็พอดีกับที่ร่าง ๆ นั้นกระแทกเขาเข้าเต็มแรง จุนล้มกระแทกพื้น ข้าวของหล่นกระจาย
“โอ๊ย!! อะไรกันเนี่ย จะรีบไปตายที่ไหนห๊ะ” เขาเงยหน้าขึ้นมาเพื่อที่จะต่อว่าแต่ก็ไม่เห็นใครอยู่แถวนั้นแล้ว
“บ้าจริง ๆ เลย” จุนลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัวแล้วก้มลงเก็บของ ก็พอดีได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบเร่งอีกคู่หนึ่ง
“โอ๊ะ...” ยังไม่ทันที่จุนจะเงยหน้าขึ้นมามอง ร่างที่กำลังเร่งรีบนั้นก็ปะทะกับจุนอย่างจังจนเกือบจะต้องลงไปคลุกฝุ่น อีกรอบ ดีที่วงแขนคู่นั้นรองรับร่างของเขาเอาไว้ได้ทันเสียก่อน
“โทษที พอดีผมกำลังรีบ” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยปากขอโทษก่อนทำท่าจะออกวิ่งต่อ
“อะไรกันนักหนา ทำไมวันนี้คนถึงรีบร้อนกันนักนะ มีประกาศแจกบ้านพร้อมที่ดินฟรีรึยังไงกัน” จุนบ่น กำลังจะก้มเก็บของเป็นครั้งที่สอง แต่ก็มีมือมารั้งแขนเขาเอาไว้
“อะไรอีกล่ะนาย” จุนสะบัดแขนออกแล้วหันมามองเจ้าของมือคู่นั้นอย่างรำคาญ
“เมื่อกี้มีผู้ชายคนนึงวิ่งมาทางนี้ใช่มั้ย” ชายหนุ่มคนนั้นถามปนหอบ
“อ๋อ...มีสิ วิ่งชนชั้นซะคว่ำก่อนที่นายจะวิ่งมากระแทกชั้นอีกรอบเนี่ย” จุนตอบอย่างประชดประชัน แล้วเริ่มต้นเก็บข้าวของที่ยังคงเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
“แล้วเขาวิ่งไปทางไหนแล้ว” ชายหนุ่มถามอย่างร้อนรน
“ไม่รู้...พอจะลุกขึ้นมาต่อว่าก็หายไปแล้ว” ยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บของ “แล้วนี่นาย...อ้าว...” จุนกำลังคิดจะถามว่ามีเรื่องอะไร แต่เงยหน้ามาอีกทีก็ไม่มีใครแล้ว ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ เท่านั้น
“โห...คนสมัยนี้ หน้าตาก็ดีแต่ไม่มีน้ำใจเอาซะเล้ย ซวยจริง ๆ เลยเรา” จุนพยายามเร่งมือก่อนที่ฟ้าจะมืดมากไปกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงต้องคลำหาของกันแน่
เมื่อเก็บทุกอย่างครบแล้วจุนจึงพบว่ามีของเกินมาหนึ่งชิ้น...สร้อยข้อมือหนังร้อยด้วยลูกปัดเงินเส้นหนึ่งส่งแสงแวววาวอยู่บนพื้น...จุนหยิบมันขึ้นมาดูอย่างประหลาดใจ
ของใครกันนะ...เขาไม่เคยมีเครื่องประดับแบบนี้นี่นา...
จุนจับมันหมุนไปมาเพื่อหวังจะหาสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเจ้าของ ๆ มันคือใคร ไม่นานเขาก็พบว่าแผ่นป้ายเงินบาง ๆ ที่ห้อยอยู่ด้วยนั้นสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษเอาไว้
‘Sho’
“โช...งั้นเหรอ” จุนขมวดคิ้ว “หรือว่าจะเป็นของใครสักคนที่ชนเราหว่า... ช่างเถอะ เก็บไว้ก่อนละกัน ถ้าโชคดีคงได้กลับไปอยู่กับเจ้าของนะเราน่ะ” จุนพูดกับสร้อยเส้นนั้นแล้วใส่มันเข้าในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบข้าวของแล้วเร่งฝีเท้ากลับห้อง
* * *
to be continue in next ROOM...
talk talk :
เป็นส่วนเสี้ยวของฟิคที่หลงเหลืออยู่ของอามากัน... T^T
พอใจมันห่อเหี่ยวก็เลยหมดไฟจะเขียนเอาง่าย...แย่จริง
จะพยายามปรับตัวนะ!!